วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556


รู้จักกับทีวีดิจิตอลในไทย ที่กำลังจะเริ่มเร็วๆนี้

                หลายๆท่านคงทราบข่าวว่า ปีนี้จะเริ่มมีการประมูลช่องทำทีวีดิจิตอลประมาณเดือนกรกฎาคมนี้ และข่าวเกี่ยวกับ ข่าวที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ (กสท.) แห่ง กสทช. มีมติให้แจกคูปองให้กับประชาชนเพื่อนำคูปองไปซื้ออุปกรณ์สำหรับสัญญาณในการชมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลหรือนำไปเป็นส่วนลดในการซื้อทีวีใหม่ที่สามารถรับสัญญาณระบบดิจิตอลได้ หลังจากการประมูล…. หลายท่านเริ่มเกิดคำถามเช่น ทำไมต้องมีดิจิตอลทีวี ทำไมต้องซื้ออุปกรณ์รองรับระบบดิจิตอล จะรับชมทีวีแบบใหม่นี้อย่างไร ทีวีของเราใช่เป็นระบบดิจิตอลหรือไม่ ?
   
Analog TV vs Digital TV
ระบบการถ่ายทอดสัญญาณฟรีทีวีในบ้านเราทุกวันนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณมาทางอากาศในแบบเก่า คืออนาล็อคอยู่ ซึ่งก็มีสัญญาณรบกวนได้ง่าย ภาพไม่คมชัด บางทีก็เป็นเม็ดๆบางทีก็เป็นเม็ดๆ แต่ถ้าเป็นการส่งสัญญาณทีวีแบบดิจิตอล ภาพก็จะคมชัดในระดับ HD ไม่มีสัญญาณรบกวน และ ผู้ชมก็มีทางเลือกมากขึ้นได้เป็นร้อยช่อง รองรับการชมบนจอกว้าง WideScreenที่สำคัญคือเป็นฟรีทีวี ที่ดูได้ฟรีเหมือน ช่อง 3, 5,7,9,11, PBS แต่เปลี่ยนเป็นส่งสัญญาณด้วยระบบดิจิตอล และไม่ใช่อินเทอร์เน็ตทีวี ไม่ใช่ทีวีดาวเทียม และไม่ใช่เคเบิลทีวี
    ดิจิตอลทีวี  มีการส่งสัญญาณ คล้ายคลึงกับ Analog แต่ส่งเป็นระบบ digital โดยส่งสัญญาณตรงๆจากสถานีโทรทัศน์  ตรงไปยังตัวรับสัญญาณซึ่งส่วนใหญ่ที่นิยมจะเป็นกล่องรับสัญญาณดิจิตอล (Set Top Box) แบบ DVB-T2 และทีวีที่รองรับระบบรับสัญญาณดิจิตอล DVB-T2  ด้วย ซึ่งขณะนี้ แบบ ที่รองรับ DVB-T2 มีจำหน่ายในไทย น้อยรายอยู่ นอกจากนี้อุปกรณ์ที่รองรับ Digital TV ยังสามารถ ชมรายการย้อนหลังได้ด้วยหากกรณีคุณพลาดชมรายการนั้นๆ ซึ่งความสามารถนี้แบบ Analog ยังไม่มี หากเปรียบง่ายๆก็คล้ายคลึงกับโทรศัพท์มือถือ ที่แบบมีเสายุคแรกๆ ซึ่งเป็นแบบ Analog สัญญาณเสียงไม่ชัด ก็ถูกเปลี่ยนไปจนกระทั่งสมัยนี้ มีแต่แบบ digital แล้วเท่านั้น
    IPTV ก็ไม่ใช่ทีวีดิจิตอล เหมือนกัน เพราะเป็นรายการที่รับสัญญาณชมผ่านทางบอร์ดแบนด์อินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่ใช้คลื่นความถี่  ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP)
สำหรับแผนการให้บริการโทรทัศน์แบบดิจิตอลนั้น  ปีนี้จะมีการประมูลช่องทีวีดิจิตอลประมาณเดือนกรกฎาคม 2556  หลังจากทราบผลประมูล ประชาชนก็จะได้คูปองในการซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณระบบดิจิตอล ( เช่น settop box , หรือนำไปใช้เป็นส่วนลดซื้อทีวี ที่รองรับมาตร DVB-T2 ซึ่งเป็นระบบทีวีดิจิตอลมาตรฐานใหม่และเป็นมาตรฐานร่วมของอาเซียนด้วย )
ถ้าอยากดูทีวีระบบดิจิตอลใหม่นี้ต้องทำอย่างไร?
ที่สำคัญคือ ทีวีของคุณ ต้องสามารถรับสัญญาณทีวีดิจิตอลได้ ซึ่งถ้าหากไม่ได้ ก็สามารถใช้ set-top box ต่อพ่วงเข้าไป ก็จะรับชมได้ ซึ่ง set-top box นั้นก็ราคาไม่แพง
จะตรวจสอบอย่างไรว่าทีวีที่มี รองรับทีวีดิจิตอลหรือไม่?
พ.อ.ดร.นที  ศุกลรัตน์ ประธาน กสท และ กรรมการ กสทช. ได้แนะนำว่า ข้อสังเกตุง่ายๆคือถ้าทีวีที่มีอยู่สามารถเสียบเสาหนวดกุ้ง ก้างปลา แล้วดูได้ ก็ไม่ใช่ทีวีที่รับสัญญาณดิจิตอลแต่ แก้ไขได้ ไม่ต้องซื้อใหม่ แค่ใช้  set-top box  ต่อพ่วงเข้าไปซึ่งก็ราคาไม่แพง แต่ทีวีที่มีอยู่ในไทยตอนนี้ ถึงแม้ว่าบางรุ่นจะรับสัญญาณดิจิตอลได้ก็จริง แต่ก็มักจะเป็น DVB-T  ซึ่งเป็น generation ที่ 1 แต่ที่เรากำลังจะประมูลนี้เป็น DVB-T2 หรือ generation ที่2 ที่ใหม่กว่า…และเป็นมาตรฐานร่วมของอาเซียนด้วย….ดังนั้นก็เลยยังต้องพึ่งพา  set-top box  มาต่อพ่วงอยู่ดี
จึงเป็นที่มาของแนวความคิดที่ว่าจะแจกคูปองให้กับประชาชนนำไปซื้อ set-top box มาต่อพ่วงกับทีวีเดิม หรือนำคูปองไปเป็นส่วนลดในการซื้อทีวีใหม่ที่รองรับการส่งสัญญาณโทรทัศน์แบบดิจิตอล
generation ที่สองที่ไทยจะนำมาใช้เร็วๆนี้….ก็เป็นการช่วยลดปัญหาประชาชนไม่สามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้
เมื่อเริ่มออกอากาศทีวีดิจิตอลแล้ว จะเป็นอย่างไร ช่องฟรีทีวีเดิมจะยังมีอยู่ไหม?
จากการสัมภาษณ์ พ.อ.ดร.นที  ศุกลรัตน์ ได้ให้คำตอบว่า ช่องฟรีทีวีเดิมเช่น 3 5 7 9 11 ที่เป็นระบบอานาลอคก็ยังดูได้อยู่เหมือนเดิม แถมมีช่องดิจิตอลมาเพิ่มอีก เพียงแต่ ทีวีระบบอนาล็อกเดิมจะออกอากาศต่อไปจนหมดสัมปทานค่ะจนกว่าสถานีโทรทัศน์ที่แพร่ภาพ Analog จะหมดสัมปทานแล้ว คลื่นทีวี Analog เหล่านั้น ก็จะต้องคืน และถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นที่ไม่ใช่ทีวีต่อไป และทีวีอานาลอคจะค่อยๆลดลง เปลี่ยนเป็น Digital จนกระทั่ง ไม่มีทีวีระบบ analog หลงเหลืออีก

ที่มา  :  
http://www.it24hrs.com/2013/what-is-digital-tv-thailand/

ก้าวสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยี NGN : Next Generation Network


ความต้องการในการสื่อสารข้อมูลในปัจจุบันมีความก้าวหน้าจากอดีตเป็นอย่างมาก การสื่อสารทางด้านเสียงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับความต้องการที่สูงขึ้นของผู้บริโภคได้  ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะการณ์แข่งขันที่รุนแรงขึ้น ก็ได้ส่งผลให้การให้บริการด้านเสียงเพียงอย่างเดียว ไม่อาจสร้างรายได้ที่เพียงพอให้กับผู้ให้บริการซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหารายได้และกำไรในแต่ละปีที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง  ด้วยเหตุนี้ ผู้ให้บริการสื่อสารส่วนใหญ่ จึงต้องมีการวางแผนเพื่อสร้างรายได้จากบริการใหม่ๆ กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ผู้ให้บริการต้องมีการพิจารณาถึงในสภาพแวดล้อมของตลาดในปัจจุบันก็คือ จะวางนโยบายลงทุนอย่างไรเพื่อให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และสามารถรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้เร็วที่สุดทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมากระแสของเทคโนโลยีไร้สายได้รับการพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนหลายคนแทบจะลืมให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีมีสายอย่างโทรศัพท์พื้นฐานกันไปเลย  อย่างไรก็ดี เมื่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ได้รับการพัฒนาขึ้น เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านโทรศัพท์พื้นฐานก็ได้รับการให้ความสำคัญกันอีกครั้งในแง่ของการสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจในอนาคต  ขณะที่ผู้ให้บริการด้านเครือข่ายก็ได้เริ่มให้ความสำคัญกับกับการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานสู่โครงข่ายรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่จำกัดอยู่เพียงการให้บริการด้านเสียงในรูปแบบเดิมๆ

สู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน
 NGN หรือ Next Generation Network เป็นเทคโนโลยีโครงข่ายสื่อสารที่มีการรับส่งข้อมูลในลักษณะ Packet-Based ที่อยู่ในรูปแบบของ IP เป็นหลัก โดย NGN เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยผสานการทำงานต่างๆ ไว้ในเครือข่ายเดียวกัน และแม้จะมีการใช้โพรโตคอลต่างชนิดกันก็ยังสามารถสื่อสารกันได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาปัตยกรรมของระบบเครือข่าย ซึ่งถือว่าแตกต่างจากอดีตที่การให้บริการเครือข่ายจะอยู่ในรูปแบบของการแยกออกจากกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ เทคโนโลยี NGN ยังสนับสนุนการให้บริการที่หลากหลายผ่านเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของผู้ให้บริการในปัจจุบันที่ต้องการสร้างรายได้จากบริการหรือแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ เพื่อทดแทนรายได้และกำไรที่มีแนวโน้มลดลงจากปัจจัยการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ NGN สามารถจัดส่งบริการรูปแบบใหม่ๆ ให้กับลูกค้าปลายทางได้อย่างหลากหลาย อาทิเช่น Multimedia, Presence and Availability, Instant Messaging ฯลฯ  โดยโครงข่าย NGN จะสามารถรองรับ Application ในลักษณะที่เป็นข้อมูลซึ่งมีความจุสูงๆ ได้  ในขณะที่ข้อมูลด้านเสียงก็จะถูกส่งผ่านในรูปของ Packets ไปพร้อมกับข้อมูลเช่นเดียวกัน และแม้ในอนาคต NGN จะเข้ามาทดแทนระบบโครงข่ายเดิมอย่าง TDM (PSTN/PLMN) ในที่สุด  แต่โครงข่ายแบบ TDM ก็จะยังคงมีบทบาทสำคัญใน ระยะหนึ่ง ก่อนค่อยๆ ลดบทบาททีละน้อย จนกระทั่งโครงข่ายเปลี่ยนเป็น NGN โดยสมบูรณ์

3G บนโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน
หาก 3G เป็นโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคใหม่ ที่รองรับการสื่อสารด้านบรอดแบนด์สำหรับการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว  โครงข่ายสื่อสารที่เรียกว่า NGN ก็ถือเป็นโครงข่ายใหม่ที่รองรับการสื่อสารบรอดแบนด์ภายใต้โครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน และเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ธุรกิจสื่อสารข้อมูล เพื่อทดแทนรายได้เดิมที่เกิดจากการสื่อสารทางเสียงที่มีแนวโน้มลดลงNGN จะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถจัดการเครือข่าย รวมไปถึงการสร้างรูปแบบในการให้บริการต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนในการให้บริการเครือข่ายของผู้ประกอบการ  โดยโครงสร้างแบบ IP จะช่วยสร้างบริการได้อย่างหลากหลายทั้งด้านเสียงข้อมูล และวิดีโอ ผ่านตัวกลางเพียงตัวเดียว โดยมีตัวอย่างแอพพลิเคชั่นที่คาดว่าจะประสบความสำเร็จในวงกว้าง ประกอบด้วย Instant Messaging ซึ่งจะมีข้อมูลนำเสนออย่างหลากหลาย และสามารถรองรับการติดต่อสื่อสารแบบอัตโนมัติ, Online Gaming ที่มีความเร็วสูงขึ้นมาก, IP Centrex ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการติดต่อสื่อสารให้กับธุรกิจขนาดเล็กโดยการใช้บริการผ่านตู้ชุมสายย่อยของผู้ให้บริการ แทนที่การลงทุนติดตั้งระบบตู้สาขาอัตโนมัติ (PABX) เอง รวมไปถึงบริการ Online-Streaming ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถกำหนดเวลาการรับชมภาพยนตร์ได้ด้วยตัวเอง เป็นต้น

โอกาสและการลงทุนในอนาคต
ปัจจุบัน เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ก้าวสู่ยุคที่ 3 หรือ 3G แล้ว ขณะที่บริการของโทรศัพท์พื้นฐานยังคงอยู่ในยุคที่ 2 ซึ่งเป็นโครงสร้างอุปกรณ์เครือข่ายยุคเก่าที่มีอายุการใช้งานมาค่อนข้างยาวนาน ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่กล้าลงทุนนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ก็เนื่องมาจากความไม่แน่ใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ และยังมีข้อสงสัยว่าเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ดีจริงหรือไม่ ตรงตามความต้องการของผู้ใช้แค่ไหน และจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการได้เพียงไร  โดยมีตัวอย่างให้เห็นจาก 3G ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในช่วงที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากต้นทุนการลงทุนที่สูง รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมด้านโทรคมนาคมในทุกวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บริการสื่อสารทางด้านเสียงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้หลัก ที่สำคัญให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานอีกต่อไป ตลาดที่เริ่มอิ่มตัวส่งผลให้ผู้ให้บริการรายเก่าจำเป็นต้องหาวิธีการและแนวทางใหม่ๆ เพื่อที่จะสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ให้ได้ ขณะที่ผู้ให้บริการรายใหม่ก็จำเป็นต้องหาหนทางสร้างฐานลูกค้าเพื่อให้มีรายได้และกำไรที่เพียงพอต่อการแข่งขันในตลาด  ด้วยเหตุนี้ ผู้ให้บริการในตลาดจึงจำเป็นต้องหาหนทางที่จะตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าให้ดีกว่าผู้ให้บริการหรือคู่แข่งรายอื่นๆ ในตลาด ซึ่งรวมถึงการนำเสนอบริการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ภายใต้นโยบายการลงทุนที่มุ่งลดค่าใช้จ่าย และได้รับผลตอบแทนสูงสุด
NGN ถือเป็นเทคโนโลยีเครือข่ายยุคใหม่ทางเลือกหนึ่งที่น่าจับตามอง ด้วยจุดเด่นของการรวมการสื่อสารด้านเสียงและข้อมูลไว้ในเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ แรงผลักดันหลักที่จะช่วยให้ NGN เป็นที่ต้องการของผู้ให้บริการก็คือ การลดต้นทุนในการให้บริการเครือข่าย และความสามารถในการสร้างแนวทางการให้บริการใหม่ๆ โดยโครงสร้างแบบ IP จะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างบริการได้หลายรูปแบบทั้งด้านเสียง ข้อมูล วิดีโอ และมัลติมีเดีย รวมไปถึงแนวคิดการทำงานของ NGN ที่ยิ่งขยายโครงข่ายเพิ่มก็จะมีต้นทุนการติดตั้งที่ลดลง เนื่องจากผู้ให้บริการจะได้ประโยชน์จากคุณสมบัติด้านการบริหารโครงข่ายที่จะช่วยลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายที่มากขึ้น รวมทั้งโอกาสในการทำรายได้จากแอพพลิเคชั่นที่มากขึ้น
 ในส่วนของประเทศไทยนั้น สภาพแวดล้อมในปัจจุบันกำลังเปิดโอกาสให้กับเทคโนโลยีเครือข่ายยุคใหม่เป็นอย่างยิ่ง ทั้งปัจจัยหนุนจากสภาพการแข่งขันในธุรกิจให้บริการสื่อสาร รวมถึงนโยบายของภาครัฐผ่านโครงการต่างๆ และที่สำคัญคือนโยบายในการผลักดันโครงการบรอดแบนด์ราคาถูกของกระทรวงไอซีที ที่ส่งผลให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างมากมาย  และเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการลงทุนในการพัฒนาโครงข่ายเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา  :  http://www.nectec.or.th/bid/mkt_info_tech_NGN.htm

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

รูปแบบของ Cloud Computing


Cloud Computing เขามีรูปแบบการให้บริการหรือที่เรียกกันว่า Services Mode เขาแบ่งไว้ 3 แบบ...มีอะไรบ้าง มาดูกัน 

1. Software as a Services 
              Software as a Services (ตัวย่อที่เขาใช้กัน : SaaS) อันนี้ก็คือโปรแกรมบน WEB Browser ที่เราใช้ๆ กันอย่างพวก Hotmail, Gmail นี่แหละ คือเราสามารถใช้งานโปรแกรมของผู้ให้บริการผ่าน internet โดยที่เราไม่ต้องไปสนใจเลย ว่าเขาจะพัฒนาด้วยภาษาอะไร เครื่องให้บริการเขายี่ห้ออะไร รุ่นไหน อยู่ที่ไหน และเราไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใด ๆ บนเครื่องเราเลย ผู้ใช้เพียงแต่เปิด WEB Browser ขึ้นแล้ว Connect เข้าอินเตอร์เน็ตให้ได้ จากนั้นก็เรียกใช้โปรแกรมของเขา ซึ่งในรูปแบบนี้ต่อไปคงมีทั้งแบบที่เสียเงินตามปริมาณข้อมูล หรือเวลา ที่แต่ละคนให้บริการเขาจะคิดตังค์ หรือแบบฟรี services แต่เขาไปขาย Ad หรือโฆษณาต่างๆ ก็ว่ากันไป




2. Platform as a Services
              Platform as a Services (ตัวย่อที่เขาใช้กัน : PaaS) อันนี้จะมาในแนว R&D นิดหน่อยคือ คนให้บริการเขาจะจัดเตรียมพวกอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงภาษาคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือโปรแกรมสำหรับพัฒนาเตรียมไว้ให้หมดแล้ว แต่ผู้ใช้ หรือนักพัฒนาจะสามารถที่จะทำการพัฒนา ปรับปรุง ระบบงานหรือโปรแกรมต่างๆ ของตัวเองหรือพัฒนาโปรแกรมตามโครงสร้างที่ผู้ให้บริการจัดเตรียมไว้ให้ได้ เพื่อใช้ในการทดสอบระบบงานหรือโปรแกรมของตัวเองผ่านระบบ Cloud แบบนี้


3. Infrastructure as a Service
              Infrastructure as a Service (ตัวย่อที่เขาใช้กัน : IaaS) สำหรับแบบนี้คือ ผู้ใช้ต้องจัดหา ระบบโปรแกรม และ OS (Operating System) ต่างๆ เอง แต่ผู้ใช้ไม่มีสิทธิเข้าไปทำการควบคุม หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานไอที พวก Hardware หรือ โครงสร้าง (Infrastructure) ที่ผู้ให้บริการได้ออกแบบไว้ และในบางกรณีผู้ใช้จะสามารถเข้าไปทำการปรับแต่งระบบ Firewall ได้ ถ้าผู้ให้บริการเขาอนุญาติ

ที่มา  :  http://rattanasak.jigsawoffice.com/content/content.php?mid=87&did=369&tid=1&0

Cloud Computing คืออะไร 
คำว่า 
Cloud Computing มีผู้ได้ให้คำนิยามไว้หลากหลาย เช่น
”การประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ Cloud Computing จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ ระบบ จัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยระบบสามารถเพิ่มหรือลดจำนวนทรัพยากรให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทราบการทำงานเบื้องหลังว่าเป็นอย่างไร” โดย JavaBoom Collection
หรือ คำนิยามจากวิกิพีเดีย ที่ว่า “Cloud Computing อ้างถึงทรัพยากรสำหรับการคำนวณผลที่ถูกเข้าถึง ซึ่งโดยทั่วไปถูกเป็นเจ้าของและถูกดำเนินการโดยผู้ให้บริการบุคคลที่ 3 (third-party provider) ซึ่งได้รวบรวมพื้นฐานที่จำเป็นทั่วไปเข้าไว้ด้วยกันในตำแหน่งที่ตั้งของศูนย์คอมพิวเตอร์ (Data Center)  โดยผู้บริโภคบริการ cloud computingเสียค่าใช้จ่ายเพื่อความสามารถการคำนวณหรือการประมวลผลตามที่ต้องการ และไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจในเทคโนโลยีที่สำคัญซึ่งซ่อนอยู่ อันที่ถูกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องแม่ข่าย (server)  อย่างไรก็ตามมีตัวเลือกสำหรับผู้พัฒนาที่ต้องรู้และต้องคำนึงถึงในเทคโนโลยีสำคัญซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนของการบริการแพล็ตฟอร์ม (platform services)
การที่มีบางท่านให้คำนิยาม Cloud Computing ว่า “การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ”  นั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะ Cloud Computing เป็นการทำงานโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่มากมายบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราเพียงแต่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องสนใจว่าทรัพยากรที่ใช้อยู่นั้นมาจากต่างที่ต่างระบบเครือข่าย ทั้งที่อยู่ใกล้ ๆ หรือไกลออกไป เป็นการใช้ทรัพยากรภายในเครือข่ายขนาดใหญ่ จึงใช้สัญลักษณ์รูปก้อนเมฆแทนที่ตั้งของทรัพยากรคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่มีไว้ ให้บริการโดยผู้ให้บริการบุคคลที่สามแทน
มาถึงตรงนี้คงพอจะเห็นภาพของ Cloud Computing บ้างแล้ว จึงขอกล่าวถึงคำที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีก เช่น
  • Cloud Provider สำหรับคำนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก เพราะหมายถึงผู้ให้บริการระบบ Cloud นั่นเอง 
  • Cloud Storage คือสถานที่เก็บทรัพยากรสำหรับระบบ Cloud
ความแตกต่างระหว่าง Cloud Computing กับ Hosting ประเภทต่างๆ เช่น  Application Hosting หรือพื้นที่ให้บริการโปรแกรมประยุกต์, Web Hosting หรือพื้นที่ให้บริการเว็บไซต์, File Hosting หรือพื้นที่ให้บริการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลนั้น อยู่ตรงที่ Cloud Storage มี อิสระในการปรับขีดความสามารถ สมรรถนะ และขนาดทรัพยากรได้ตามภาระงาน เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดในการขยายทรัพยากรสำหรับผู้ให้บริการ เพราะมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการบุคคลที่สามที่เป็นผู้จัดหาและจัดสรร ทรัพยากรอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจำนวนโปรแกรมจะใช้ทรัพยากรในการประมวลผลมากขึ้นเท่าไร หรือต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ Cloud ไม่จำเป็นต้องกังวลในข้อจำกัดนี้ อย่างไรก็ตามเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นจะขึ้นกับการจ่ายตามที่ใช้จริง (pay-per-use) และอาจมีเรื่องอื่นๆ อีกขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละเจ้าที่ให้บริการ โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการอยู่มากมาย เช่น Google Apps, Google App Engine, IBM Blue Cloud, Amazon EC2 เป็นต้น

ข้อดี
ข้อเสีย
1.ลด ต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษาเนื่องจากค่าบริการได้รวมค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งาน จริง เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าซ่อมแซม ค่าลิขสิทธิ์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอัพเกรด และค่าเช่าคู่สาย เป็นต้น
2.ลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นหรือทดลองโครงการ
3.มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบตามความต้องการ
4.ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็วสูง
5.มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบและพร้อมให้บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง
1.เนื่อง จากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มาจากหลายที่หลายแห่งทำให้อาจมีปัญหาในเรื่องของ ความต่อเนื่องและความเร็วในการเข้าทรัพยากรมากกว่าการใช้บริการ Host ที่ Local หรืออยู่ภายในองค์การของเราเอง
2.ยังไม่มีการรับประกันในการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูล
3.ความไม่มีมาตรฐานของแพลทฟอร์ม ทำให้ลูกค้ามีข้อจำกัดสำหรับตัวเลือกในการพัฒนาหรือติดตั้งระบบ
Cloud Computing กับความปลอดภัย (Security)
ในประเด็นเรื่องความปลอดภัยนั้น อันที่จริงในเชิงเทคนิคลูกค้าหรือผู้ใช้บริการสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง เช่น การทำ Virtualization โดยลูกค้ามีสิทธิ์เต็มที่ในลักษณะของผู้ดูแลระบบเพื่อการกำหนดความปลอดภัยให้กับเครื่อง หรือ Virtual Machine ของตน, การใช้ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีผู้ดูแลระบบพยายามดูข้อมูลของลูกค้า และการMonitoring ทั้งห้อง data center จนถึงขั้น capture หน้าจอ admin
แต่ทั้งนี้ยังคงมีจุดอ่อนสำคัญที่ผู้ใช้บริการควรตระหนักถึง นั่นคือ เมื่อเป็นการจ้างให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแลระบบของเรา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนนั้นจะไม่แอบเก็บข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของตน เองหรือเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่น ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ หรือถ้าเป็นองค์กรทางด้านการเงิน ถึงแม้เราจะมีระบบตรวจสอบ หรือ audit เพื่อติดตาม ว่าใครทำอะไร ตรงไหน แต่เมื่อเกิดเหตุและจับได้ก็คงทำได้แค่ลงโทษตามกฎบริษัทหรือดำเนินคดีตาม กฎหมาย แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการจัดจ้างบุคคลภายนอก (outsourcing) หรือ ใช้บุคลากรภายใน เหตุการณ์เช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราต่างต้องอาศัยความเชื่อใจและใช้จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ สิ่งที่ผู้ให้บริการ Cloud หรือ Cloud Provider ทำให้ได้ ก็คือ การรับประกันสัญญา หรือกำหนดมาตรฐานการดูแลระบบ และยึดมั่นในมาตรฐานนั้น นอกจากนี้ควรมีการควบคุมการเปิดให้บริการของ Cloud Provider นั่นคือ มีการกำหนดว่าบริษัทที่จะเป็น Cloud Provider ได้ อาจต้องได้รับการรับรอง หรือมี certification อะไรรับรองบ้าง ต้องมี ISO ควบคุม และต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยอะไรเสนอต่อลูกค้า (Cloud Consumer) บ้าง เป็นต้น
 ที่มา  : http://www.compspot.net/index.php?option=com_content&task=view&id=360&Itemid=46